« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2011, 10:19:14 AM »
กลุ่มชาติพันธุ์บรู อำเภอดงหลวง จังหวัดมุดาหาร
นางสาวรชพรรณ ฆารพันธ์
ภาคอีสานของไทยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งแบ่งตามลักษณะภาษาพูดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ (บุญยงค์ เกศเทศ. 2536 : 111-130) คือกลุ่ม ไทย-ลาว (กลุ่มลาวหรือกลุ่มไต) กับกลุ่มมอญ-เขมร กลุ่มไทย-ลาว หรือกลุ่มลาว แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตามเขตในการตั้งภูมิลำเนา คือ 1) ลาวเวียง ในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีษะเกษ และนครราชสีมา 2) ลาวกาว อยู่ในภาคอีสานเกือบทุกจังหวัด 3) ลาวพวน อยู่ในจังหวัดหนองคาย สกลนคร นครพนม อุดรธานี ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ และ 4) ลาวโคราช เป็นกลุ่มชนที่มีเชื้อสายมาจากเขมร อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มไทย-ลาวทั้ง 4 กลุ่มนี้ เมื่อแยกย่อยลงไปอีกจะมี 8 กลุ่มย่อย คือ 1) ลาว อยู่ในแทบทุกจังหวัดของภาคอีสาน 2) ไตดำ อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา 3) ลาวโซ่ง อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา สกลนคร และอุบลราชธานี 4) ผู้ไทย อยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย สกลนคร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี 5) กะเลิง อยู่ที่ จังหวัดนครพนม และสกลนคร 6) ย้อ อยู่ที่จังหวัดนครพนม หนองคาย มหาสารคาม สกลนคร และ กาฬสินธุ์ 7) โย้ย อยู่ที่จังหวัดสกลนคร และ
แสก อยู่ที่จังหวัดนครพนม ส่วนกลุ่มมอญ-เขมร แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 5 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเขมร อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ศรีษะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี 2) กลุ่มกูยหรือส่วย อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีษะเกษ และ อุบลราชธานี 3) กลุ่มโซ่ อยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร หนองคาย และ สกลนคร 4) กลุ่มบรู อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีและมุกดาหาร 5) กลุ่มชาวบน พบที่จังหวัดนครราชสีมา และชัยภูมิ นอกจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวและกลุ่มชาติพันธุ์มอญ-เขมรแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยอีก 2 กลุ่ม ที่ไม่สามารถจัดเข้ากับกลุ่มชาติพันธุ์ 2 กลุ่มใหญ่นี้ กลุ่มชาติพันธุ์ย่อยทั้งสองนี้ ได้แก่ กลุ่มเวียดนามและกลุ่มกุลา (มิ่งขวัญ ชนไพโรจน์. 2551 : 3)
จังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีประวัติเก่าแก่มานานและเป็นประตูด่านสำคัญสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน มีความสัมพันธ์ฉันท์บ้านพี่เมืองน้องกับแขวงสะหวันเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาช้านาน โดยมีแม่น้ำโขงซึ่งมีความยาวถึง 70 กิโลเมตร เป็นเส้นกั้นพรมแดน และมีความโดดเด่นในด้านชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ที่มีถึง 8 เผ่า ได้แก่ เผ่าไทยอีสาน ผู้ไทย ไทยข่าบรู กระโซ่ ไทยย้อ ไทยแสกและไทยกุลา (สวาท กลางประพันธ์. 2551 : 3)
มูลเหตุการอพยพของชาวบรู เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จากการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พบว่า กลุ่มชาติพันธุ์บรูในจังหวัดมุกดาหาร นครพนม และสกลนคร ส่วนใหญ่มีบรรพบุรุษอพยพมาจากเมืองต่างๆ ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และได้อพยพเข้ามาอาศัยในหมู่บ้าน หลายรุ่น โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กวาดต้อนมาตั้งบ้านเมืองที่ประเทศไทย และมีการเคลื่อนย้ายเข้ามาอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์จากเมืองต่างๆ ของฝั่งซ้าย ได้เกิดขึ้นหลายครั้งเพื่อตามญาติพี่น้อง หรือเพื่อหาหลักแหล่งทำมาหากินทางฝั่งสยาม เพราะเพื่อความมั่นคงปลอดภัยมากกว่าทางฝั่งซ้าย ยิ่งกว่านั้น ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดสงครามที่ฝั่งซ้าย เรียกว่า “ศึกฮ่อ” คือ มีชาวจีนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกบฏต่อแผ่นดินจีน หนีเข้ามาอาศัยในบริเวณสิบสองจุไทย ได้ก่อปัญหาขึ้นโดยโจมตีหัวเมืองต่างๆ ทางฝั่งซ้าย (ประเทศลาว) ซึ่งอยู่ในพระราชอาณาเขตของไทย แม้ว่า กองทัพไทยจะได้ยกกำลังจำนวนมากเข้าปราบปราม แต่ก็ยากจะสงบลงได้ เป็นที่หวาดกลัวอันตรายจากพวกกบฏฮ่อครั้งนั้น ทำให้ชาวพื้นเมืองตามเมืองต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามป่าดง ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาไทยเป็นจำนวนมาก ดังจะพบคำอ้างอิงช่วงเวลาการอพยพ ของคนเฒ่าคนแก่ที่ได้ถ่ายทอดคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า “อพยพมาตั้งแต่สมัยศึกฮ่อ”
การอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้มาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินตามที่ต่างๆ โดยได้เลือกตั้งหลักแหล่งอยู่ตามภูเขา เชิงเขา พื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ คือสมุนไพร เก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และเหมาะในการทำไร่ พื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำลำห้วย ลำธารเหมาะการทำนา และมีสัตว์น้ำ ในการดำรงฃีวิตชาวบรูที่อพยพมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำนาในบริเวณที่ราบบนภูเขาและเชิงเขาภูพานเป็นส่วนใหญ่ โดยปะปนกับชนกลุ่มผู้ไทยบ้าง กะตางบ้าง กลุ่มกะโซ่บ้าง
ชาวบรู ได้อพยพเข้ามาอยู่ในเขตเมืองมุกดาหาร ในช่วง พ.ศ. 2426 - 2430 เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากเกิดสงครามกับพวกฮ่อ ในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้การปักด่านที่บ้านนากระแด้ง เมืองภูวดลสอาง เชิงเขาอาก ใกล้เมืองมหาชัยกองแก้วในประเทศลาว โดยกลุ่มกรรมการเมืองมุกดาหาร ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำให้ชาวบรูได้อพยพติดตามมาตั้งบ้านเรือน ในเขตมุกดาหารเป็นส่วนใหญ่
บรู ซึ่งแปลว่า ภูเขา คำว่า ข่าเป็นคำที่ชาวอีสานใช้เรียกพวกบรู คำว่า ข่า อาจจะมาจากคำว่า ข้าทาส ซึ่งชาวอีสานชอบเรียกพวกข้าทาสว่า ข้า หรือ ข้อย แต่ชอบออกเสียงวรรณยุกต์ไม้โทเป็นไม้เอก คือคำว่า ข้า เป็น ข่า เพราะว่าในอดีตชาวไทยในแถบลุ่มแม่น้ำโขงชอบไปจับเอาพวกข่า (บรู) ตามป่าดงมาเป็นข้าทาส ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงประกาศมิให้ไปจับพวกข่ามาเป็นข้าทาสอีก ส่วนในประเทศเวียดนามเรียกพวกข่าว่าพวก มอย (Moi)
เมื่อชาวบรูในบริเวณตำบลดงหลวง ได้ตั้งถิ่นฐานบนเชิงเขาเทือกเขาภูพาน ก็มีการพัฒนาการการตั้งถิ่นอย่างต่อเนื่อง ในระยะแรก การตั้งถิ่นฐานของหมู่บ้านเกิดจาก การแสวงหาพื้นที่เพื่อการทำกินที่เหมาะสม มีแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ แม้ว่าสังคมของกลุ่มบรูจะไม่แตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในภาคอีสานในเรื่องการประกอบอาชีพหลัก คือ การทำไร่ ทำสวน รองลงมาคือการทำนาตามที่ราบและมีวัฒนธรรมแบบชาวนา (Peasant Society) แต่ชาวบรู มีลักษณะการทำเกษตรแบบขั้นบันไดและที่ราบเชิงเขา มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับป่าเขา ปัจจัยที่ชาวบรูเลือกตั้งหมู่บ้านตามที่ราบเชิงเขา ประการสำคัญคือ ชาวบรูเลือกภูมิลำเนาเชิงเขา เป็นที่อยู่อาศัย คือเลือกความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ตามภูเขา ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นอยู่หนาแน่น ผลิตผลจากป่าไม่มีเฉพาะต้นไม้เท่านั้น แต่รวมถึงผลผลิตจากป่าทุกชนิด เช่น หวาย สมุนไพร สัตว์ป่า ยางไม้ เถาวัลย์ เห็ด ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่าป่าไม้ตามภูเขาเป็นแหล่งรวมของปัจจัย 4 ของชาวบรู สามารถตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยที่ทำให้ชาวบรูมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณป่าเขาแห่งนี้ เพราะว่า บริเวณนี้ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้ไผ่หลายชนิด แต่ที่สำคัญ คือชนิดพันธุ์ไม้ไผ่ที่เรียกว่า ไม้พุง ไม้พลาง สามารถนำไม้เหล่านี้สร้างบ้านเรือน และนำมาทำเสื่อแล้วนำไปแลกสิ่งของจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น แลกเสื้อผ้าจากผู้ไทย แลกข้าวปลาอาหารจากพวกอยู่ในที่ลุ่มอื่นๆ
ความเชื่อและการนับถือผีมีอยู่คู่กับคนเราแต่โบราณมานานแล้ว จนกระทั้งปัจจุบันก็ยังคงนับถืออยู่ ผีที่ชาวบรูนับถือมีอยู่หลายชนิด จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว ช่วยเหลือให้ชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ชุมชนเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และภัยพิบัติ ต่าง ๆ จากการศึกษาพบว่า ชาวบรูมีความเชื่อเรื่องผีที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพที่สำคัญมี ดังนี้
ผีเจ้าปู่
ผีเจ้าปู่หรือมเหศักดิ์เป็นผีที่ปกป้องรักษาบ้านเมือง ชุมชน ไม่ไห้มีภยันตราย โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ พายุ หากสมาชิกของชุมชนเคารพเชื่อฟัง ก็จะเป็นผลดีในการดำเนินชีวิต ไม่มีภัย ผีเจ้าปู่จะอาศัยอยู่ดอนเจ้าปู่ เป็นป่าใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านจะสร้างศาลเจ้าไว้ให้อาศัย ทุกปีจะมีพิธีเลี้ยงเจ้าปู่ เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ในเดือน 6 เครื่องเลี้ยงประกอบด้วย
- ไก่ 1 ตัว
- เหล้า 1 ขวด
- ภาหวาน 8 ภา
(ภาหวาน หมายถึง สำรับหรือภาชนะใส่ของหวานหรือขนม)
ปกติผีเจ้าปู่จะมีบุคคลหนึ่งในหมู่บ้านเป็นตัวแทนในการทำพิธี เป็นผู้นำชาวบ้านมาทำพิธีทุกชนิด และติดต่อกับผีเจ้าปู่ เรียกว่า "เฒ่าจ้ำ" หรือ "กะจ้ำ"
ปัจจุบัน ความเชื่อและการเคารพเรื่องผีได้ลดลงมาก เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านต่างๆ ทำให้ค่านิยม ความเชื่อในเรื่องนี้ได้ลดความสำคัญลง ดอนปู่ตาซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผีปู่ตา ชาวบ้านได้ใช้เป็นที่ปลูกสร้างสาธารณะประโยชน์อื่น บางแห่งเอกชนได้นำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ทำสวน ทำไร่ พื้นที่ป่าเหลือน้อย
ตาแฮก
ก่อนทำนาชาวบ้านจะทำพิธี เลี้ยงผีตาแฮก โดยกำหนดบริเวณปลูกข้าวจำลองไว้เป็นรูป 4 เหลี่ยม กว้าง ยาว ประมาณ 1 ศอก ทำเขตพิธีไว้ นำเครื่องบูชามาวางและบอกกล่าวผีตาแฮก ซึ่งประกอบด้วย
- เหล้า 1 ก้อง(ขวด)
- ไก่ 1 ตัว
คำอธิษฐานชาวบ้านจะพูดบอกกล่าวให้ผีตาแฮก อำนวยอวยชัยให้ทำนาได้พืชผลผลิตสูง ให้คนในครอบครัวมิให้ป่วยไข้ รวมทั้งสัตว์เลี้ยง วัว ควาย มิให้เจ็บป่วยด้วย ส่วนใหญ่จะกำหนดวันฟู เป็นวันทำพิธี เรียกว่า "แฮกนา"
(วันฟู หมายถึง วันมงคล วันดี ส่วนวันจม หมายถึงวันอวมงคล วันไม่ดี)
พิธีเหยา
พิธีเหยาจะทำ 2 ลักษณะ (พิสิฏฐ์ บุญไชย. 2543 : 59-60)
1 เหยาเลี้ยงผี จะทำพิธีเหยารวมกันปีละ 1 ครั้ง เพื่อความสุขสบายของคนในหมู่บ้านมิให้เจ็บไข้ได้ป่วย ปัจจุบันจะทำพิธีเฉพาะผู้ที่ยังมีความเชื่อนับถือผี บางคนอาจไม่เข้าร่วมเพราะไม่นับถือ แต่มักจะอ้างว่าได้หัดมานับถือพระพุทธ พระธรรม แทนการนับถือผี ส่วนผู้ที่ยังมีความเชื่อเรื่องผีอยู่ก็จะร่วมกันจัดพิธีเหยาในราวเดือน 5 หรือ เดือน 6 ของทุกปี
2. เหยาเพื่อการรักษาอาการเจ็บป่วย เรียกว่า "เหยาหาแนวเป็น” ในกรณีผู้นับถือผีป่วยอาจเหยาหาสาเหตุเพราะผีชนิดใด หรือหากเป็นโรคไม่ใช่สาเหตุเพราะผี ก็อาจเหยาหาหมอรักษา เป็นหมอสมุนไพร หรือแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ หากเกิดจากผีทำจะเลี้ยงผีแล้วจะหาย หากเกิดจากโรคต่างๆ จะเหยาเพื่อเสี่ยงทายหาหมอ คือหมอจากโรงพยาบาลหรือหมอพื้นบ้าน หมอจะอยู่ทางทิศใด เป็นใคร เมื่อทราบแล้วจะนำผู้ป่วยไปรักษากับหมอคนนั้น ดังนั้นหมอสมุนไพรอาจจะถูกระบุจากการเสี่ยงทาย ว่าเป็นหมอที่รักษาโรคผู้ป่วยให้หายได้ ปัจจุบันชาวบรูยังนับถือผีและมีการทำพิธีเหยา หมู่บ้านละประมาณ 10-30 ครอบครัว
การสู่ขอเพื่อขอแต่งงาน ต้องมีล่าม 4 คน (ชาย 2 หญิง 2) เรียกว่าพ่อล่ามแม่ล่าม ซึ่งพ่อล่ามแม่ล่ามนี้จะเป็นคู่แต่งงานที่เป็นตัวอย่างและเป็นที่ปรึกษาให้กับคู่แต่งงานด้วย นอกจากนี้ยังมี เทียน 4 เล่ม และเงินหนัก 5 บาท เมื่อแต่งงานต้องมีเหล้าอุ (เหล้าไห) 2 ไห ไก่ 2 ตัว ไข่ 8 ฟอง เงินหนัก 2 บาท หมู 1 ตัว และกำไรเงิน 1 คู่
การทำผิดประเพณี (ผิดผี) เช่น ห้ามลูกสะใภ้ เข้าห้องนอนก่อนผัว ห้ามลูกสะใภ้รับของจากพ่อผัวห้ามลูกเขยที่เข้าออกในบ้านออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ลูกเขยพกมีดหรือสวมหมวกเข้าบ้านพ่อตา หรือกินข้าวร่วมกับแม่ยาย การผิดจารีตประเพณี (ผิดผี) เช่นนี้ ลูกเขยต้องใช้เงิน 5 บาท หมู 1 ตัว ดอกไม้ธูปเทียน 2 คู่บุหรี่พื้นบ้านมวนด้วยใบตอง 2 มวน หมากพลู 2 คำ นำไปคารวะต่อผี (วิญญาณ) ของบรรพบุรุษที่มุมบ้านด้านตะวันออก หรือที่เตาไฟ หากเป็นลูกสะใภ้ก็ต้องใช้ผ้าขาวม้า 1 ผืน ผ้าซิ่น 1 ผืน ดอกไม้ธูปเทียน 2 คู่ หมากพลู 2 คำ บุหรี่ใบตอง 2 มวน ไปคารวะต่อผีบ้าน เช่นเดียวกัน
ภาษาที่ใช้สำหรับการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น (ธีระพันธ์ ล.ทองคำ. 2523)

ชาวบรู มีอาชีพหลัก คือ ทำไร่ ทำสวน การเก็บหาของป่า อาชีพรอง คือ ทำนา รับจ้าง เลี้ยงสัตว์ ชอบเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ค้าขาย มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของ เช่น นำสัตว์ป่า หอย หน่อไม้ เห็ด หวาย ผักหวาน ฯลฯ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่ตนเองไม่มี เช่น ข้าว เพราะส่วนมากที่นาทำกินมีน้อย ผู้ชายชาวบรู นิยมออกป่าล่าสัตว์ ลงน้ำหาปลา ซึ่งมีวิถีชีวิตอยู่กับป่ามานานแล้ว โดยอาศัยป่าไม้ ภูเขาเป็นแหล่งเก็บอาหาร สมุนไพรพึ่งตนเอง ปัจจุบันชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องทรัพยากรป่าไม้ได้ถูกทำลายไป แหล่งเก็บอาหารดั้งเดิมได้หมดไป รอบๆ หมู่บ้านได้พัฒนาเป็นไร่นา ส่วนที่ดอนก็บุกเบิกทำไร่
รูปแบบของชุมชนกับสังคมภายนอกนั้นแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
1) ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับตลาด
ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ชาวบ้านหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจ อย่างมันสำปะหลัง จนกระทั่งกลายเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านในปัจจุบัน ความสัมพันธ์รูปแบบนี้แนบแน่นมากยิ่งขึ้นหลังจากที่หน่วยงานของรัฐได้มีการก่อสร้างถนนลาดยางผ่านหมู่บ้านนอกจากชุมชนจะสามารถติดต่อค้าขายกับตลาดภายนอกได้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันตลาดจากภายนอกก็สามารถเข้ามายังชุมชนได้ง่ายเช่นเดียวกัน มีการนำผลผลิตจากตลาดภายนอกมาสู่ชุมชน กล่าวคือ เมื่อชาวบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตของตนก็จะนำผลผลิตที่ได้ออกไปจำหน่ายในตลาด ชาวบ้านก็จะซื้อสินค้าเพื่อการอุปโภค บริโภคกลับมาใช้ในครัวเรือน ขณะที่พ่อค้าบางคนจะเข้ามารับซื่อสินค้าอย่างของป่าถึงในหมู่บ้าน หรือพ่อค้าบางคนก็จะนำสินค้า เช่น ข้าวสาร เสื้อผ้า อาหาร ฯลฯ เข้ามาขายในหมู่บ้าน
2) ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ
ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับหน่วยงานของรัฐดีขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยงานรัฐเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาชุมชน กระจายสาธารณูปโภคเข้ามาในหมู่บ้าน เช่น ถนน ไฟฟ้า ระบบประปา โทรศัพท์ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เป็นต้น มีการสนับสนุนโครงการ กิจกรรมกลุ่มภายในชุมชน เช่น โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านสานแส้-นาโคกกุง เป็นต้น สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ถือได้ว่าเป็นองค์กรระดับท้องถิ่นที่ได้เข้ามามีบทบาทและความสัมพันธ์กับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด
3) ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนอื่นๆ
รูปแบบของความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนข้าวเพื่อบริโภคในครัวเรือนของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนจึงต้องมีการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นด้วยการนำของป่า อาทิ หน่อไม้ กบ เขียด เห็ด สัตว์ป่า ที่เก็บหาได้จากป่ารอบหมู่บ้านไปแลกข้าว แต่ปัจจุบันนี้ได้ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้เพราะชาวบ้านที่มีข้าวไม่พอกินจะนำรายได้จากการขายผลผลิตหรือไปทำงานรับจ้างมาซื้อข้าวกินแทน วิธีการก็คือ หลังจากที่ชาวบ้านเก็บหาของป่ามาได้ก็จะรวมกลุ่มกัน เช่ารถยนต์ของคนในหมู่บ้าน เพื่อนำของป่าที่ได้ไปแลกข้าวตามหมู่บ้านหรือในอำเภอ หรือจังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะนำไปแลกตามบ้านของญาติพี่น้อง หรือคนที่ตนเองรู้จัก อัตราการแลกเปลี่ยนนั้นจะไม่มีการกำหนดที่แน่นอนขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย ปัญหาที่สำคัญของการนำของป่าไปแลกข้าวคือ ของป่าหายากขึ้น การนำของป่าไปแลกข้าวจะทำกันระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
นอกจากนี้ความเจริญ และความเปลี่ยนแปลงของชุมชน พบว่า ในโลกปัจจุบันเริ่มออกสู่โลกภายนอกจากหมู่บ้าน อำเภอ จังหวัดและกรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนรู้โลกภายนอกตามความเจริญของโลก จารีตประเพณีหลายอย่างอยู่ในภาวะที่ใกล้จะสูญหาย โดยเฉพาะพิธีกรรมศพและภาษา เนื่องจากชาวบรูมีทัศนคติว่า ภาษาบรูของตนมีสำเนียงลีลาการพูดไม่เหมือนกับภาษาของคนอื่น ๆ คนอื่นฟังแล้วไม่เข้าใจ ในขณะเดียวกันก็ถูกคนกลุ่มอื่นมองว่าเป็นข่า โส้ ไม่ใช่บรู เมื่อมีการติดต่อสื่อสารกับโลกนอก ปัจจุบันนี้สังคมกลุ่มชาวบรูจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกนิยม จึงมิได้อยู่แต่ลำพังในกลุ่มตนฝ่ายเดียว ชาวบรูสามารถที่จะอยู่ร่วมกันกับหมู่บ้านอื่น ๆ ได้ จึงสามารถจะพูดสื่อสารกับคนอื่น มีการแต่งงานจึงมีการผสมผสานกลมกลืน ภาษา และวัฒนธรรมประเพณีชาวบรู อยู่ในขั้นวิกฤติ หากไม่อนุรักษ์ ส่งเสริมฟื้นฟูภาษา และวัฒนธรรมของชาวบรู อาจสูญหายไปได้
บรรณานุกรม
ธีระพันธ์ ล.ทองคำ. พจนานุกรมบรู-ไทย-อังกฤษ. คณะอักษรศาสตร์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2523
บุญยงค์ เกศเทศ. วัฒนธรรมเผ่าพันธุ์มนุษย์. อุบลราชธานี : ยงสวัสดิ์การพิมพ์, 2536.
พิสิฏฐ์ บุญไชย. รายงานการวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรพื้นบ้านของชาวบรู
จังหวัดมุกดาหาร. สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2543.
มิ่งขวัญ ชนไพโรจน์. แนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาเอกลักษณ์และขนบธรรมเนียมประเพณี
ของกลุ่มชาติพันธุ์กุลาในภาคอีสาน วิทยานิพนธ์ ปร.ด. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2551.
สวาท กลางประพันธ์. การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการหมู่บ้านวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวในจังหวัดมุกดาหาร. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2551.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2011, 10:21:06 AM โดย Freedom »

บันทึกการเข้า